ลิขสิทธิ์ Source Code เป็นของใคร? สิ่งที่ต้องตกลงให้ชัดเจนก่อนจ้างบริษัททำแอปเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ระบุว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยการว่าจ้าง “ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นตกเป็นของผู้ว่าจ้าง” เว้นแต่ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระบุข้อตกลงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ Source Code และกำหนดขั้นตอนการ ส่งมอบ Source code ไว้ใน สัญญาจ้างเขียนแอป อย่างละเอียดชัดเจน เพื่อสิทธิ์ในการนำไปพัฒนาต่อ ลบข้อผูกมัดทางกฎหมาย และป้องกัน Vendor Lock-in!
- กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย: ลิขสิทธิ์ในซอร์สโค้ดจะตกเป็นของผู้ว่าจ้างทันทีที่ส่งมอบตามสัญญาว่าจ้าง เว้นแต่จะระบุเป็นอย่างอื่นในสัญญา
- ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: หลายธุรกิจคิดว่าจ่ายเงินแล้วจะได้โค้ดทั้งหมด แต่บ่อยครั้งที่บริษัทรับทำแอปส่งมอบเพียงตัวติดตั้งแอปพลิเคชัน (Compiled Binary) เท่านั้น ไม่ได้ให้ Source Code สำหรับนำไปแก้ไขต่อ
- แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด: ต้องระบุการครอบครองสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา และรายละเอียดการส่งมอบ Source Code (เช่น การโอนสิทธิ์ใน Github Repository) ไว้ในสัญญาตั้งแต่เริ่มต้น
- 👉 Part 1: เจาะลึกกฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของ Source Code
- 👉 Part 2: ปัญหาคลาสสิก! ลิขสิทธิ์ Source Code เป็นของใครกันแน่?
- 👉 Part 3: เจาะลึก 5 ข้อห้ามพลาดใน “สัญญาจ้างเขียนแอป” และ SLA
- 👉 Part 4: Checklist การส่งมอบ Source code และสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบหลังบ้านอย่างปลอดภัย
- 👉 Part 5: ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ซอร์สโค้ด
- 👉 Part 6: กรณีศึกษาและถอดบทเรียน (Use Cases) ลิขสิทธิ์ซอร์สโค้ดในโลกธุรกิจ
- 👉 Part 7: ทำไมต้องจ้าง บริษัท สแตรทตันซอฟท์เทค จำกัด เพื่อสิทธิ์ที่เป็นธรรม 100%
- 👉 Part 8: 30 คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ Source Code
🔒 Part 1: เจาะลึกกฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของ Source Code
ในการทำธุรกิจยุคดิจิทัล การมีแอปพลิเคชันส่วนตัวถือเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการ รับทำ Mobile Application ครบวงจร หรือ รับทำแอปองค์กร (Enterprise Mobile Application) สิ่งที่เป็น “หัวใจหลัก” ของแอปพลิเคชันเหล่านั้นไม่ใช่หน้าตาดีไซน์ (UI) ที่สวยงามอย่างเดียว แต่คือ “Source Code (ซอร์สโค้ด)” ซึ่งเปรียบเสมือนแบบพิมพ์เขียวในการสร้างสิ่งก่อสร้าง
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Source Code คืออะไร? ในทางเทคนิค ซอร์สโค้ดคือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นโดยภาษาโปรแกรมมิ่งต่างๆ เช่น Swift และ Flutter หรือ Kotlin เพื่อแปลงเป็นโค้ดเครื่อง (Machine Code) ที่ระบบปฏิบัติการอย่าง Android หรือ iOS นำไปประมวลผลต่อได้
⚖️ กฎหมายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ในประเทศไทย
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้รับการคุ้มครองในฐานะ “งานวรรณกรรม” (Literary Work) ซึ่งหมายความว่าทันทีที่มีการสร้างสรรค์งานเขียนชุดคำสั่งขึ้นมา สิทธิ์การคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีโดยไม่ต้องไปจดทะเบียนใดๆ อย่างไรก็ตาม คำถามหลักที่ว่า “แล้วใครล่ะคือเจ้าของสิทธิ์ที่แท้จริง?” จะต้องแบ่งพิจารณาออกเป็น 2 มาตราสำคัญของกฎหมายไทย ดังนี้:
- มาตรา 9 (กรณีเป็นลูกจ้าง): งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้าไม่ได้ทำความตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร ลิขสิทธิ์ในงานนั้นย่อมตกเป็นของ “ผู้สร้างสรรค์” (ลูกจ้าง) แต่ทางนายจ้างมีสิทธิ์นำงานนั้นไปเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงาน
- มาตรา 10 (กรณีสัญญาจ้างทำของ/ฟรีแลนซ์/บริษัท): งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยการรับจ้างว่าจ้างบุคคลอื่น ลิขสิทธิ์ในงานนั้นย่อมตกเป็นของ “ผู้ว่าจ้าง” เว้นแต่ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
ดูเผินๆ แล้ว หากธุรกิจของคุณว่าจ้าง บริษัทรับทำแอป หรือบริษัทซอฟต์แวร์จากภายนอก (Outsource) ลิขสิทธิ์ย่อมต้องตกเป็นของคุณตามมาตรา 10 ใช่หรือไม่? คำตอบคือ ใช่! แต่ไม่ทั้งหมด เพราะบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เกือบทุกรายมักจะใส่เงื่อนไข “ข้อตกลงเป็นอย่างอื่น” เข้าไปใน สัญญาจ้างทำแอป ซึ่งอาจทำให้คุณสูญเสียสิทธิ์ความเป็นเจ้าของซอร์สโค้ดไปโดยไม่รู้ตัว
บริษัท สแตรทตันซอฟท์เทค จำกัด | https://rubtumapp.com | 097-9676457 | Line ID : stratton | Line OA : @strattonsofttech | อีเมล์ : strattonsofttech@gmail.com
🚨 Part 2: ปัญหาคลาสสิก! ลิขสิทธิ์ Source Code เป็นของใครกันแน่?
เหตุการณ์ที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินครบถ้วน แต่สุดท้ายเมื่อต้องการปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ กลับไม่สามารถทำได้เนื่องจากผู้รับจ้างไม่ยอม ส่งมอบ Source code ถือเป็นฝันร้ายที่ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และองค์กรใหญ่จำนวนมากต้องเผชิญบ่อยครั้ง นั่นเป็นเพราะความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ไม่ตรงกันตั้งแต่เริ่มโครงการ
มาวิเคราะห์กันว่าทำไมประเด็นลิขสิทธิ์ซอร์สโค้ดถึงมีความคลุมเครือ และต้องระวังจุดไหนบ้าง:
1. ข้อแตกต่างระหว่าง “การให้สิทธิ์ใช้งาน (License)” กับ “การโอนกรรมสิทธิ์ขาด (Ownership Transfer)”
บริษัทรับพัฒนาแอปจำนวนมากใช้วิธีการทำสัญญาแบบ “ให้สิทธิ์ใช้งาน” หรือ Licensing หมายความว่า ลิขสิทธิ์แท้จริงยังเป็นของบริษัทพัฒนาแอป แต่ลูกค้าได้รับสิทธิ์นำตัวไฟล์ที่คอมไพล์แล้ว (Compiled Binary) ไปรันใช้งานในเชิงธุรกิจเท่านั้น ภายใต้โมเดลนี้ ลูกค้าจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปแก้ไขโค้ด หรือจ้างโปรแกรมเมอร์คนอื่นมาเขียนฟีเจอร์เพิ่มเด็ดขาด หากต้องการแก้ไขต้องจ่ายเงินเพิ่มให้บริษัทเดิมเท่านั้น ซึ่งเข้าข่ายปัญหา “Vendor Lock-in”
2. การใช้โค้ดและไลบรารีสำเร็จรูป (Pre-existing Libraries & Frameworks)
ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ โปรแกรมเมอร์ไม่ได้เริ่มเขียนโค้ดตั้งแต่ศูนย์ (Zero-line) แต่จะมีการนำ Open-source framework หรือไลบรารีของทางบริษัทเองที่เรียกว่า “Proprietary Code / IP Core” มาเชื่อมโยงใช้งาน ตัวอย่างเช่น การออกแบบระบบเพื่อรองรับการใช้งาน Flutter หรือ Native App vs Cross Platform ซึ่งบริษัทผู้รับจ้างอาจอ้างสิทธิ์ได้ว่า โค้ดส่วนที่เป็น Framework หลักนั้นเป็นของบริษัท ไม่สามารถโอนสิทธิ์ขาดให้ผู้ว่าจ้างได้
💡 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สแตรทตันซอฟท์เทค
คุณต้องแยกแยะสัญญาออกเป็น 2 ส่วนให้ชัดเจน คือ 1. Custom Code (โค้ดที่เขียนขึ้นมาเพื่อธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ เช่น ตรรกะทางธุรกิจ ระบบเชื่อมต่อเฉพาะทาง) ส่วนนี้สิทธิ์ต้องเป็นของคุณ 100% และ 2. Pre-existing Code/Third Party (โค้ดที่ผู้รับพัฒนาเตรียมไว้ใช้งานทั่วไป) ส่วนนี้ต้องตกลงกันว่าผู้ว่าจ้างจะต้องได้รับสิทธิ์ใช้งานฟรีแบบถาวร (Royalty-free, perpetual, non-exclusive license) เพื่อให้สามารถแก้ไขและพัฒนาแอปต่อไปได้ไร้ข้อจำกัด
📝 Part 3: เจาะลึก 5 ข้อห้ามพลาดใน “สัญญาจ้างเขียนแอป” และ SLA
การเตรียมเอกสาร สัญญาจ้างทำแอป ที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อหาเรื่องฟ้องร้อง แต่มีไว้เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้อย่างสบายใจและโปร่งใสที่สุด นี่คือ 5 ข้อกำหนดด้านลิขสิทธิ์และการทำงานร่วมกันที่คุณต้องระบุลงไปในสัญญาอย่างเลี่ยงไม่ได้:
1. ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Clause)
ต้องเขียนข้อความอย่างระบุเฉพาะเจาะจงลงไปเลยว่า: “ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และสิทธิ์อื่นๆ ใน Source Code, ดีไซน์ UI/UX, โครงสร้างฐานข้อมูล, ตลอดจนเอกสารประกอบทั้งหมดที่เกิดจากการพัฒนานี้ ให้ตกเป็นสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวของผู้ว่าจ้าง ทันทีที่ผู้ว่าจ้างชำระเงินค่าบริการตามงวดงานเรียกว่าโอนสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
2. ขอบเขตการส่งมอบงาน (Deliverables Scope)
อย่าระบุแค่คำว่า “แอปพลิเคชันเสร็จสิ้น” แต่ต้องลงรายละเอียดเป็นรายการชัดเจนในการทำ ราคากลางทำแอป (TOR) ว่าต้องส่งมอบอะไรบ้าง เช่น:
- Frontend Source Code: สำหรับแอป iOS (รับทำแอพ iOS) และ Android (รับทำแอพ Android)
- Backend Source Code & API: โครงสร้างระบบหลังบ้าน (รับทำแอปพร้อม Backend)
- Database Schema: การออกแบบฐานข้อมูลทั้งหมด
- Credentials & Accounts: รหัสผ่านและสิทธิ์ความเป็นเจ้าของระบบ Cloud, App Store, Google Play Store
3. ข้อตกลงการบริการหลังการขาย (SLA: Service Level Agreement)
เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องให้ความสำคัญ เพราะการพัฒนาแอปพลิเคชันมีโอกาสพบเจอข้อผิดพลาดของระบบได้ (Bugs) ดังนั้นในสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาช่วยเหลือแก้ไขเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และระบุเรื่อง Mobile App Maintenance อย่างเป็นธรรม
📦 Part 4: Checklist การส่งมอบ Source code และสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบหลังบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อโครงการพัฒนาแอปพลิเคชันเดินหน้ามาถึงจุดสิ้นสุด ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะเคลียร์เงินงวดสุดท้ายคือ “การส่งมอบ Source Code” และโอนย้ายสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ นี่คือ Checklist ที่ผู้ว่าจ้างสามารถใช้เป็นคู่มืออ้างอิงทางเทคนิคได้จริง:
| รายการตรวจสอบ (Checklist) | รายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องได้รับ | ความเสี่ยงหากไม่ตรวจสอบ |
|---|---|---|
| 1. Code Repository Access | สิทธิ์ระดับ Owner ใน GitHub, GitLab หรือ Bitbucket ขององค์กรท่านเอง | นักพัฒนาเดิมลบโค้ดทิ้ง หรือปฏิเสธไม่ส่งมอบโค้ดเวอร์ชันล่าสุด |
| 2. Deployment & Build Script | คู่มือการ Build แอปพลิเคชันและการอัปโหลดขึ้น App Store/Play Store (CI/CD Config) | มีโค้ดแต่ไม่รู้วิธีแปลงเป็นตัวติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับส่งขึ้นสโตร์ |
| 3. Cloud Credentials | การควบคุมสิทธิ์ระดับ Root Administrator ของ AWS, Google Cloud หรือ Azure | ระบบหลังบ้านหยุดทำงานทันทีเพราะนักพัฒนาเดิมปิดหรือยกเลิกบัญชี Server |
| 4. API keys & Third-Party Accounts | บัญชีและ API key สำหรับ SMS OTP, Payment Gateway, Push Notification, Google Maps | ระบบชำระเงินขัดข้องหรือฟังก์ชันบางอย่างในแอปใช้งานไม่ได้เนื่องจากคีย์หมดอายุ |
| 5. Security Audit & Compliance | รายงานตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐาน Mobile App Security หรือ ISO 27001 | เกิดการเจาะระบบ (Hack) ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล และเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย PDPA สำหรับ Mobile Application |
📊 Part 5: ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ซอร์สโค้ด
มาลองเปรียบเทียบแบบเจาะลึกระหว่างข้อตกลงความเป็นเจ้าของ Source Code รูปแบบต่างๆ เพื่อดูว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับเป้าหมายทางธุรกิจของคุณมากที่สุด:
| เกณฑ์เปรียบเทียบ | โอนสิทธิ์ขาด 100% (Full Ownership) | ให้สิทธิ์ใช้งานแบบผูกขาด (Exclusive License) | ให้สิทธิ์ใช้งานทั่วไป (Non-Exclusive License) | ใช้ร่วมกับ Open-source Framework |
|---|---|---|---|---|
| ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ | ผู้ว่าจ้าง (ลูกค้า) 100% | ผู้พัฒนา (แต่ให้สิทธิ์ลูกค้าใช้เพียงผู้เดียว) | ผู้พัฒนา (ผู้พัฒนาสามารถนำโค้ดไปขายให้รายอื่นได้) | สิทธิ์ร่วมสาธารณะภายใต้เงื่อนไขไลเซนส์ (MIT, GPL, etc.) |
| ความเสี่ยงต่อการโดนเลียนแบบ | ต่ำมาก (ป้องกันคู่แข่งทางธุรกิจมาใช้ซอฟต์แวร์แบบเดียวกัน) | ต่ำ (เพราะผู้พัฒนาให้สิทธิ์เราแค่รายเดียว) | สูงมาก (ผู้พัฒนาอาจนำโค้ดไปดัดแปลงทำแอปให้คู่แข่งของคุณ) | ปานกลาง (โค้ดแกนหลักเปิดเผย แต่ฟีเจอร์เฉพาะอาจถูกเขียนครอบทับ) |
| การปรับแต่งและพัฒนาต่อยอด | ทำได้อย่างอิสระโดยจ้างทีมงานใหม่หรือทำเองภายใน | ทำได้ภายใต้ข้อจำกัดในสัญญาจ้าง | ทำไม่ได้เลยหรือทำได้ยากมาก (ต้องขออนุญาตทุกครั้ง) | ทำได้ตามขอบเขตข้อกำหนดเงื่อนไขโอเพนซอร์ส |
| ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการพัฒนา | สูงที่สุด (เหมาะสมกับธุรกิจระดับ Enterprise หรือสตาร์ทอัพที่สเกลระบบ) | ปานกลาง | ต่ำ (เหมาะกับแอปสำเร็จรูปทั่วไปที่ไม่มีโครงสร้างซับซ้อน) | ต่ำมากจนถึงไม่มีค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานแรกเริ่ม |
🚀 ต้องการสร้างแอปพลิเคชันที่สิทธิ์ Source Code เป็นของคุณ 100%?
ให้สแตรทตันซอฟท์เทคดูแลคุณ! เรายืนยันส่งมอบ Source Code พร้อมสิทธิ์การควบคุมระดับสูงสุดให้กับลูกค้าทันทีที่ส่งมอบงานอย่างโปร่งใส ไร้กังวลเรื่องการโดนผูกขาด และไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
👉 ติดต่อขอคำปรึกษาและประเมินราคาฟรี!💡 Part 6: กรณีศึกษาและถอดบทเรียน (Use Cases) ลิขสิทธิ์ซอร์สโค้ดในโลกธุรกิจ
เพื่อให้เห็นภาพเหตุการณ์จริงในโลกธุรกิจชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือกรณีศึกษา 3 รูปแบบที่เป็นบทเรียนสำคัญจากผู้ว่าจ้างที่ขาดความชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์ซอร์สโค้ด:
ปัญหา: บริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งว่าจ้างฟรีแลนซ์เขียนแอปพลิเคชัน โดยใช้เพียงการตกลงปากเปล่าและโอนเงินชำระเป็นงวดผ่านบัญชีส่วนตัว เมื่อแอปพลิเคชันประสบความสำเร็จมีผู้ใช้งานเกิน 100,000 ราย และเตรียมเข้าสู่ช่วงระดมทุนระดับ Series A ทางนักลงทุน (VC) ได้มีการทำ Software Due Diligence เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา แต่ปรากฏว่าสตาร์ทอัพไม่มีเอกสารยืนยันสิทธิ์ใน Source Code และฟรีแลนซ์ที่เขียนระบบหายไปติดต่อไม่ได้ ส่งผลให้นักลงทุนปฏิเสธการระดมทุนเนื่องจากความเสี่ยงทางกฎหมายสูง
ทางออกที่ดีกว่า: ควรเริ่มจากการลงนาม สัญญาจ้างเขียนแอป ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
ปัญหา: บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่จ้าง Outsource เจ้าหนึ่งเขียนระบบบริหารคลังสินค้า โดยไม่มีการขอรับส่งมอบ Source Code เก็บไว้กับบริษัทเองอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาบริษัทต้องการเชื่อมต่อแอปคลังสินค้าเข้ากับระบบ AI คาดการณ์สินค้าคงคลัง แต่ผู้พัฒนาเดิมคิดค่าบริการปรับปรุงระบบแพงเกินจริงไปถึง 5 เท่าครึ่งของราคากลางเนื่องจากรู้ว่าลูกค้าแก้ไขเองไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ในซอร์สโค้ดดั้งเดิม
ทางออกที่ดีกว่า: กำหนดเรื่องสิทธิ์และการส่งมอบซอร์สโค้ดลงใน เขียน TOR พัฒนาแอป ให้รัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง
🛡️ Part 7: ทำไมต้องจ้าง บริษัท สแตรทตันซอฟท์เทค จำกัด เพื่อสิทธิ์ที่เป็นธรรม 100%
ที่ บริษัท สแตรทตันซอฟท์เทค จำกัด เราตระหนักดีว่า ทรัพย์สินทางปัญญาคือรากฐานความสำเร็จของธุรกิจคุณ เราจึงใช้โมเดลการทำงานที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา และให้ความเคารพในความเป็นเจ้าของของผู้ว่าจ้างเป็นหลักการสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ:
- ความโปร่งใสในสัญญา: สัญญาบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ของเราระบุเงื่อนไขการโอนลิขสิทธิ์ Source Code ทันทีที่งานเสร็จสิ้นและชำระค่าบริการครบถ้วน คุณจะเป็นเจ้าของสิทธิ์ 100% ไร้ข้อผูกมัดระยะยาว
- สถาปัตยกรรมระดับสากล: เราพัฒนาระบบโดยใช้เทคนิคมาตรฐาน เช่น Flutter สำหรับแอปไฮบริด เพื่อให้อนาคตทีมงานภายในของคุณสามารถนำไปแก้ต่อได้ง่าย ไม่ซับซ้อน
- พร้อมสรรพด้วย Backend: งานพัฒนาของเรามีบริการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์แบบเสถียร (รับทำแอปพร้อม Backend) และให้สิทธิ์เข้าถึง root ของระบบเซิร์ฟเวอร์กับผู้ว่าจ้างทั้งหมด
- ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคเต็มรูปแบบ: ในช่วงการส่งมอบงาน เรามีคู่มือ Deployment Guide และการโอนย้าย Repository ให้เสร็จสรรพ พร้อมเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำเรื่อง Mobile App Maintenance อย่างมืออาชีพ
